พังพอนมีรูปร่างโดยรวม เป็นสัตว์ขนาดเล็ก มีลำตัวเพรียวยาว ช่วงขาสั้นแต่แข็งแรง มีเล็บที่แข็งแรงและแหลมคม หางยาว ใบหูเล็ก ส่วนใบหน้าแหลม ในปากมีฟันแหลมคมประมาณ 33-34 ซี่ ซึ่งนับว่าใกล้เคียงกับวงศ์ชะมดและอีเห็น มีลำตัวยาวตั้งแต่ 43 เซนติเมตร น้ำหนัก 320 กรัม จนถึง 1 เมตร น้ำหนักกว่า 5 กิโลกรัม พังพอนส่วนใหญ่มีขนที่หยาบสีน้ำตาลหรือสีเทา ในบางชนิดจะเป็นขนสีอ่อนและมีลายปล้องสีคล้ำพาดเป็นลายขวางหรือลายตั้งเป็นทางยาว พังพอนโดยมากจะมีพฤติกรรมอยู่รวมกันเป็นฝูง หรืออยู่ลำพังเพียงตัวเดียว หรืออยู่กันเป็นครอบครัว ในหลากหลายสภาพภูมิประเทศ ตั้งแต่ป่าดิบทึบ, ทุ่งหญ้า, ป่าละเมาะ, ทะเลทราย จนถึงนาข้าว หรือพื้นที่เกษตรกรรมในชุมชนของมนุษย์

พังพอนมักหากินในเวลากลางคืน โดยกินอาหารได้หลากหลาย ตั้งแต่ ผลไม้, ลูกไม้, แมลง, สัตว์ทั้งมีกระดูกสันหลังและไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็กต่าง ๆ รวมถึง แมงมุม, แมงป่อง และงูหรือกิ้งก่าอีกด้วย อีกทั้งพังพอนเป็นสัตว์ที่มีความปราดเปรียวว่องไว สามารถพองขนให้ตัวมีขนาดใหญ่ขึ้นได้เพื่อขู่ศัตรู และมีภูมิคุ้มกันพิษงูอยู่ในตัว จึงสามารถสู้กับงูพิษได้เป็นอย่างดี ด้วยการหลอกล่อให้งูเหนื่อย และฉวยโอกาสเข้ากัดที่ลำคอจนตาย แต่ถ้าหากถูกกัดเข้าอย่างจัง ก็ทำให้ถึงตายได้เช่นกัน

พังพอนเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุได้ 2 ปี ยกเว้นในบางชนิดที่สามารถตั้งท้องเมื่ออายุได้เพียง 9 เดือน มีระยะเวลาตั้งท้องประมาณ 45-105 วัน ออกลูกครั้งละ 2-4 ตัว มีอายุขัยประมาณ 10 ปี มีรายงานว่าพังพอนในสถานที่เลี้ยงบางตัวมีอายุยืนถึง 17 ปี

ปู เป็นสัตว์พวกเท้าปล้องชนิดหนึ่ง อยู่ในไฟลัมอาโทรโพดา ในอันดับฐานบราชีอูรา มีลักษณะสิบขา มีหลายชนิดที่อยู่ทั้งน้ำจืดและทะเล รวมถึงอยู่แต่เฉพาะบนบก ปูจะมีกระดองซึ่งเป็นแคลเซียมแข็ง มีลักษณะสมมาตร แอบโดเมนพับลงไปอยู่ใต้กระดอง ซึ่งเป็นลักษณะสำคัญของอันดับฐานนี้ มีก้ามใหญ่ 1 คู่ มีขาเดิน 6 คู่ แตกออกเป็นรัศมีไปทางด้านข้างลำตัว หนวดคู่ที่ 2 อยู่ระหว่างตา ส่วนหาง ไม่มีหน้าที่ชัดเจน และไม่มีแพนหาง

ปูในแนวปะการังมีหลายกลุ่มหลายรูปร่างโดยสัมพันธ์กับพฤติกรรม ปูหลายชนิดอาศัยตามพื้นทราย จะมีขาว่ายน้ำหรือกรรเชียงคล้ายปูม้า บางชนิดตัวใหญ่ มีกระดองแข็งคล้ายปูทะเล มีขาสั้นและแข็งแรงเพื่อเกาะยึดกับหิน เช่นปูใบ้ก้ามดำ ปูบางชนิดมีรูปร่างแปลกเพื่อพรางตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม บางชนิดมีสีและลักษณะกระดองเหมือนกัลปังหา ปะการังอ่อน หรือดาวขนนก ในจำนวนนี้ยังมีปูที่นำฟองน้ำหรือสาหร่ายมาติดตามตัวเพื่อใช้พรางกาย

ปูกลุ่มหนึ่งที่มีวิวัฒนาการมากกว่ากลุ่มอื่นคือ ปูเสฉวนจะเปลี่ยนส่วนท้องให้นิ่มและขดงอเพื่อสามารถเข้าไปอยู่ในเปลือกหอย นำเปลือกหอยติดตัวไปด้วยตลอดเวลา ซึ่งจะจัดอยู่ในอันดับฐานปูปลอม ปัจจุบันปูได้รับการจำแนกไว้แล้วกว่า 6,000 ชนิด ส่วนใหญ่พบในแถบอินโด-แปซิฟิก ในประเทศไทยพบแล้วรวม 824 ชนิด

ตัวกินมด เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่มหนึ่ง ตัวกินมด เป็นสัตว์ที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายกับสัตว์จำพวกอื่นในอันดับใหญ่ทั่วไป คือ เป็นสัตว์ที่มีส่วนจมูกและปากยาวเหมือนท่อ ไม่มีฟันในกราม จึงไม่สามารถที่จะเคี้ยวอาหารได้ แต่ใช้ลิ้นที่ยาวเรียวและมีน้ำลายที่เหนียวตวัดกินแมลงขนาดเล็กตามต้นไม้ หรือพื้นดินกินเป็นอาหาร โดยใช้จมูกที่ไวต่อความรู้สึกหาแมลงไปเรื่อย ๆ เมื่อพบเจอแล้วจะใช้กรงเล็บตีนหน้าที่แหลมคมขุดคุ้ยหรือพังทลายรังของแมลงเหล่านี้ เช่นเดียวกับอาร์มาดิลโล ที่อยู่ในอันดับใหญ่เดียวกัน หรือลิ่น หรืออาร์ดวาร์ก ที่เคยมีบรรพบุรุษร่วมกันมาก่อนในยุคก่อนประวัติศาสตร์

เนื่องจากตัวกินมดกินแมลง ซึ่งได้แก่ มด และปลวก ซึ่งให้พลังงานต่ำ ดังนั้นวัน ๆ หนึ่งจึงต้องกินมดในปริมาณมากที่อาจมากถึง 9,000 ตัวได้ ตัวกินมด มีขนที่หนาปกคลุมตลอดทั้งตัวและผิวหนังที่หนาที่ช่วยป้องกันตัวจากการโจมตีของมด แต่ก็ไม่สามารถที่จะใช้ป้องกันได้สมบูรณ์แบบ

ตัวกินมด ทั้ง 4 ชนิด กระจายพันธุ์ในป่าทึบในอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ โดยที่ ตัวกินมดยักษ์นับเป็นชนิดที่ขนาดใหญ่ที่สุด เพราะมีความยาวได้ถึง 2 เมตร และเป็นสัตว์ที่ขี้หงุดหงิด เนื่องจากมีสายตาที่ไม่ดี เมื่อโกรธและป้องกันตัวสามารถยืนด้วยขาหลังได้และยกขาหน้าที่มีกรงเล็บแหลมคมขู่ใส่ผู้รุกรานได้ ซึ่งนี่เป็นพฤติกรรมการป้องกันตัวโดยปกติอยู่แล้วของตัวกินมดไม่ว่าชนิดใด

ตัวกินมดยักษ์ สามารถพบได้ทั่วไปในทวีปอเมริกาใต้ และพบได้ในเซอราโด ซึ่งเป็นที่ราบกว้างใหญ่ในประเทศบราซิล เป็นตัวกินมดที่หากินได้ทั้งในเวลากลางคืนและกลางวัน แต่จะหากินบนพื้นดินเท่านั้น เนื่องจากไม่สามารถที่จะปีนต้นไม้ได้เพราะขนาดตัวที่ใหญ่ ดังนั้นอาหารที่กินส่วนใหญ่มักจะเป็นปลวก มากกว่ามด